วิตามินเค: การแข็งตัวของเลือด กระดูก และปฏิกิริยากับยา
วิตามินเคเป็นชื่อรวมของ K1 และกลุ่ม K2 การระบุเพียงวิตามินเคในตารางสารอาหารไม่ได้ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ใช้ K2 หรือ MK-7 และไม่ควรนำผลวิจัยรูปใดรูปหนึ่งมาครอบคลุมโดยไม่ตรวจฉลาก
ประเด็นที่ควรรู้
- การแข็งตัวของเลือด กระดูก และปฏิกิริยากับยา
- K1, MK-4 และ MK-7 ใช้ผลและขนาดทดลองแทนกันโดยอัตโนมัติไม่ได้
- ผู้ใช้ warfarin ต้องรักษาการได้รับวิตามินเคให้สม่ำเสมอและประสานผู้ดูแลก่อนเปลี่ยนอาหารเสริม
รูปสารนี้คืออะไรและต่างจากรูปอื่นอย่างไร
K1 เป็นรูปสำคัญจากผักใบเขียว ส่วน K2 มีหลาย menaquinones ที่พบในอาหารหมักและอาหารสัตว์บางชนิด ความต่างของการคงอยู่ในเลือดไม่ใช่คำรับรองว่ารูปหนึ่งจะลดกระดูกหักหรือโรคหลอดเลือดได้แน่นอนกว่า
หน้าที่ที่รองรับทางโภชนาการ
วิตามินเคช่วยเอนไซม์ปรับโปรตีนที่ใช้ในการแข็งตัวของเลือด รวมทั้งโปรตีนในกระดูกและผนังหลอดเลือด เช่น osteocalcin และ matrix Gla protein การมีโปรตีนที่ต้องอาศัยวิตามินเคไม่ได้พิสูจน์ว่าการเสริมเพิ่มจะย้ายแคลเซียมจากหลอดเลือดเข้ากระดูกได้ตามคำโฆษณา
K1 หรือ phylloquinone พบมากในผักใบเขียว ส่วน K2 เป็นกลุ่ม menaquinones หลายชนิดที่แตกต่างกันด้วยความยาวโซ่ข้าง รูป MK-4 และ MK-7 จึงไม่ใช่สารเดียวกัน การดูแลให้ได้รับเพียงพอมีเหตุผลเมื่อมีความเสี่ยงขาด เช่น การดูดซึมไขมันผิดปกติ แต่คนทั่วไปไม่ควรตีความว่าเลือดแข็งตัวดีขึ้นตามขนาดที่กิน
แหล่งอาหารและการประเมินว่าได้รับเพียงพอหรือไม่
K1 พบมากในผักใบเขียว เช่น ผักโขมและบรอกโคลี ส่วน K2 พบในอาหารหมักและอาหารสัตว์บางประเภท ปริมาณและชนิด menaquinone ต่างกันตามอาหาร การพูดว่าอาหารหมักทุกอย่างให้ MK-7 เท่ากันจึงไม่ถูกต้อง
การประเมินสถานะวิตามินเคไม่ได้ใช้การตรวจเลือดทั่วไปเพียงค่าเดียวครอบคลุมทุกหน้าที่ ค่า prothrombin time มีความหมายในภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ แต่การวัดโปรตีนกระดูกหรือหลอดเลือดในงานวิจัยไม่ใช่เหตุผลให้คนทั่วไปซื้อวิตามินเคเพื่อปรับตัวชี้วัดเอง ผู้ใช้ warfarin ควรเน้นความสม่ำเสมอของอาหาร
งานวิจัยในคน: ประชากร ขนาด และผลที่วัด
NIH ODS อ้างการทดลองในหญิงหลังหมดประจำเดือนที่ให้ MK-7 วันละ 180 มคก. เป็นเวลา 3 ปี พบผลต่อความแข็งแรงของกระดูกและการลดลงของความสูงกระดูกสันหลังบางตำแหน่ง แต่การทดลองอื่นให้ผลไม่สอดคล้องกัน จึงยังไม่รับรองการป้องกันกระดูกหักในผู้ใช้ทั่วไป
อีกการทดลองในหญิงหลังหมดประจำเดือน 381 คน ใช้ K1 วันละ 1 มก. หรือ MK-4 วันละ 45 มก. เทียบยาหลอก 12 เดือน ทุกกลุ่มได้รับแคลเซียม 630 มก. และดีสาม 400 IU ร่วมกัน แม้ตัวชี้วัด osteocalcin เปลี่ยน แต่ความหนาแน่นกระดูกไม่ต่างชัดเจน แสดงว่าตัวชี้วัดโปรตีนกับผลต่อกระดูกไม่ใช่คำตอบเดียวกัน
การทดลองในหัวข้อนี้ใช้ทั้ง K1, MK-4 และ MK-7 โดยขนาดต่างกันมาก จึงไม่ควรรวมผลเป็นคำตอบเดียวของคำว่าวิตามินเคที่ไม่ได้ระบุรูป การเปรียบเทียบต้องเริ่มที่ชื่อสาร การได้รับแคลเซียมและดีร่วม รวมทั้งวัดกระดูกหักจริงหรือเพียงตัวชี้วัดในเลือด
อ้างอิง NIH ODS: VitaminK — Health Professional Fact SheetKnapen et al.: Three-year low-dose menaquinone-7 supplementation in postmenopausal women (2013)Binkley et al.: Vitamin K, osteocalcin and bone density in postmenopausal women (2009)
ผลที่ยังสรุปไม่ได้และการตีความที่ควรระวัง
หลักฐานเรื่องหลอดเลือดแข็งตัวและความเสี่ยงหัวใจยังไม่เพียงพอให้ใช้วิตามินเคแทนการควบคุมความดัน ไขมัน หรือยาที่จำเป็น งานสังเกตการกินอาหารที่มี K2 อาจมีความแตกต่างด้านอาหารและวิถีชีวิตร่วมด้วย จึงไม่พิสูจน์ผลของเม็ด K2 โดยตรง
สูตรผสม D3 และ K2 ต้องตรวจทั้งสองตัวแยกกัน ไม่ควรอ้างว่า K2 ทำให้รับวิตามินดีหรือแคลเซียมเท่าใดก็ปลอดภัย และไม่ควรเทียบขนาด MK-4 หน่วยมิลลิกรัมกับ MK-7 หน่วยไมโครกรัมโดยอาศัยเพียงว่าเป็น K2 เหมือนกัน
ปริมาณอ้างอิงไม่ใช่ขนาดรักษาหรือมวลวัตถุดิบ
Thai DRI 2563 ให้ค่า AI วิตามินเคสำหรับผู้ใหญ่ชาย 120 มคก. และหญิง 90 มคก. ต่อวัน ค่า AI ใช้เมื่อข้อมูลไม่พอสร้าง RDA และเป็นการได้รับรวม ไม่ใช่ข้อกำหนด K2 หรือ MK-7 แยกต่างหาก ขนาดในงานกระดูกจึงไม่ใช่ปริมาณที่ทุกคนควรเสริม
อ้างอิง กรมอนามัย: ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 ตาราง 2–3 หน้า 440–441NIH ODS: VitaminK — Health Professional Fact Sheet
ความปลอดภัยและการได้รับมากเกิน
ไม่มี UL ของวิตามินเคที่กำหนดโดย FNB เนื่องจากข้อมูลพิษจากอาหารและอาหารเสริมมีจำกัด การไม่มีตัวเลขเพดานไม่ได้หมายความว่าเพิ่มได้ไม่จำกัดหรือว่าไม่มีปฏิกิริยากับยา ต้องพิจารณารูปสาร อายุ และการรักษาที่ได้รับอยู่
ทารกแรกเกิดเป็นบริบทเฉพาะของการป้องกันเลือดออกจากการขาดวิตามินเค ไม่ควรใช้เม็ดหรือหยดสำหรับผู้ใหญ่แทนการดูแลมาตรฐานหลังคลอด ผู้มีโรคทางเดินอาหารหรือผ่าตัดลดน้ำหนักอาจต้องประเมินการดูดซึมและภาวะขาดอย่างเป็นระบบ
ยา ภาวะสุขภาพ และการใช้หลายสูตรร่วมกัน
วิตามินเคมีปฏิกิริยาสำคัญกับ warfarin และยาต้านวิตามินเค โดยเปลี่ยนผลต้านการแข็งตัวของเลือด หลักคือรักษาปริมาณที่ได้รับให้สม่ำเสมอและประสานผู้ดูแลรักษาก่อนเริ่ม หยุด หรือเพิ่มอาหารเสริม ไม่จำเป็นต้องตัดผักใบเขียวทั้งหมดด้วยตนเอง
ยาปฏิชีวนะบางชนิด การใช้ยาจับกรดน้ำดี และ orlistat อาจกระทบสถานะหรือการดูดซึมวิตามินเค ผู้ใช้ยาเหล่านี้ต่อเนื่องควรแจ้งอาหารเสริมทุกตัว รวมทั้งสูตรกระดูกที่ใส่ K2 ปริมาณน้อย เพราะความสำคัญของปฏิกิริยาไม่ได้ขึ้นกับคำว่าเม็ดเล็กหรือธรรมชาติ
อ่านฉลากให้ตรงกับรูปสารและสูตรที่ใช้
ฉลากควรระบุ K1 หรือชนิด K2 พร้อมมคก. ของวิตามินจริงต่อวัน ถ้าเป็นสูตรผสมต้องแยกแคลเซียม ดีสาม และวิตามินเคคนละยอด ไม่รวมเป็นมวลบำรุงกระดูกก้อนเดียว
ผู้ใช้ warfarin ควรให้ทีมรักษาตรวจทุกสูตรที่มีวิตามินเคก่อนเริ่มหรือหยุด รวมทั้งวิตามินรวมและอาหารเสริมกระดูก อย่าตัดสินจากชื่อสินค้าที่ไม่ได้เน้นวิตามินเคด้านหน้า เพราะปริมาณที่ซ่อนในส่วนผสมยังมีผลต่อแผนยา
แหล่งอ้างอิง
- NIH ODS: VitaminK — Health Professional Fact Sheet ↗
- Knapen et al.: Three-year low-dose menaquinone-7 supplementation in postmenopausal women (2013) ↗
- Binkley et al.: Vitamin K, osteocalcin and bone density in postmenopausal women (2009) ↗
- กรมอนามัย: ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 ตาราง 2–3 หน้า 440–441 ↗
ปรับปรุงบทความเมื่อ 5 พ.ย. 2569 · วิธีจัดทำบทความและความหมายของวันที่
ใช้ประกอบความเข้าใจฉลากและหลักฐาน ไม่ใช่แผนการรักษาหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคล ผู้ใช้ยา มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์